อ้วนมากระวัง เก๊าท์ 

โรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบที่พบบ่อยโดยเฉพาะในผู้ชายที่อายุมากกว่า40 ปี อาการที่เป็นส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวด บวมที่บริเวณเท้าโดยเฉพาะที่บริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า ผู้หญิงก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคเก๊าท์ได้ในช่วงที่มีอายุเพิ่มมากขึ้น อุบัติการณ์การเกิดโรคเก๊าท์พบสูงเพิ่มขึ้นในคนทั่วไปซึ่งมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องหลายประการ 

1.การเพิ่มขึ้นของระดับกรดยูริกในเลือดมักจะมีความสัมพันธ์กับโรคที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่เรียกว่า metabolic syndrome และเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องการรับประทานอาหารโดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีแคลอรีสูงและพบในคนอ้วน  

2. การใช้ยาขับปัสสาวะในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

3. การรับประทานผลไม้เครื่องดื่มที่หวานมากๆซึ่งจะมีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก  ปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์เพิ่มมากขึ้นอันเนื่องมาจากความอ้วนและการบริโภคของเรานั่นเอง  ดังนั้นเราเองจึงควรต้องระมัดระวังเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่จะทำให้เกิดโรคเก๊าท์เช่น การรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงเช่น หน่อไม้ สัตว์ปีก ยอดผักต่างๆ  การดื่มแอลกอฮอล์ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต 

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์เฉียบพลันมักจะมีอาการปวดบวม แดงร้อน ในตำแหน่งที่เป็น อาการมักจะเป็นอย่างรวดเร็ว อาการจะปวดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากโดยเฉพาะที่บริเวณเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมากเนื่องจากทำให้มีอาการปวดตามข้อ เคลื่อนไหวลำบาก นอกจากนี้ในระยะยาวโรคเก๊าท์ที่เป็นตามข้อต่างๆจะทำลายกระดูกอ่อนของผิวข้อทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมตามมา การวินิจฉัยโรคเก๊าท์ที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย ประวัติของการที่เคยมีอาการปวด บวมแดงร้อนของข้อ โดยเฉพาะที่ตำแหน่งของนิ้วหัวแม่เท้า การมีอยู่ของก้อนโทไฟที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่ออ่อนหรือที่เรียกว่าก้อนTophi  การตรวจระดับของกรดยูริกในกระแสเลือดก็จะมีส่วนสำคัญในการวินิจฉัย อย่างไรก็ตามในบางครั้งระดับยูริกในกระแสเลือดของผู้ป่วยที่สูงก็อาจจะไม่ทำให้เกิดอาการปวดบวมแดงร้อนที่บริเวณของข้อได้ ดังนั้นการตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ได้ ผู้ป่วยต้องมีอาการอักเสบของข้อร่วมกับการตรวจระดับยูริกจึงจะช่วยในการวินิจฉัยโรค การถ่ายภาพเอกซเรย์ไม่ได้มีส่วนในการวินิจฉัยโรคเก๊าท์ในระยะเริ่มแรก แต่สามารถช่วยแยกโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการเสื่อมของข้อได้  ตัวผู้ป่วยเองเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ก็จำเป็นต้องได้รับการตรวจค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดระดับยูริกในกระแสเลือดสูงเช่น เป็นโรคที่มีการเผาผลาญพลังงานผิดปกติหรือไม่ ซึ่งมักจะพบว่าผู้ป่วยมีโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวานและโรคอ้วนร่วมอยู่ด้วย ต้องตรวจเลือดและสืบค้นว่าผู้ป่วยมีปัญหาโรคไตเรื้อรัง การใช้ยาขับปัสสาวะในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์และอายุน้อยกว่า25 ปี มักจะมีประวัติของครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์เมื่ออายุยังน้อย รวมทั้งประวัติเป็นโรคนิ่วที่ไต

การรักษาโรคเก๊าท์แบ่งออกได้เป็น 2 ระยะคือ

ระยะที่เกิดข้ออักเสบเฉียบพลันที่ทำให้ผู้ป่วยมีข้ออักเสบ ปวดบวมแดงร้อนของข้อ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการให้ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ร่วมกับการให้ยา colchicine เพื่อลดอาการอักเสบของข้อและลดอาการปวด หรือในบางครั้งการใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบเฉียบพลันก็จะมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยถ้าผู้ป่วยไม่เป็นโรคเบาหวานและมีการติดเชื้อ การใช้ยาลดการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ที่เรียกว่า  NSAIDs จะมีข้อห้ามใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง  การใช้ยา colchicine ในการรักษาโรคเก๊าท์เฉียบพลันอาจจะมีผลทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ นอกจากการใช้ยาเพื่อลดอาการอักเสบ ปวดบวมของข้อแล้ว ผู้ป่วยต้องลดน้ำหนักและปรับพฤติกรรมการรับประทาน โดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารเพียวรีนซึ่งกระตุ้นทำให้เกิดระดับของกรดยูริกสูงในกระแสเลือก และเกิดโรคเก๊าท์เช่น สัตว์ปีก การรับประทานของหวาน และการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ 

ในระยะต่อมาผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาเพื่อลดระดับยูริกในกระแสเลือด เพื่อลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเก๊าท์แบบเฉียบพลัน การเกิดก้อนโทไฟ การให้ยาเพื่อลดระดับยูริกในกระแสเลือดจะให้เมื่ออาการกำเริบของโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่มีอาการปวด บวม แดงร้อน หายไปแล้ว ยาที่นิยมใช้ในการรักษาคือยาอัลโลพูลินิล Allopurinol ซึ่งมักจะเริ่มให้ในปริมาณ 100 มิลลิกรัมก่อน และจะปรับปริมาณยาเพิ่มสูงมากขึ้นทุก 2 – 4 สัปดาห์ ซึ่งอาจปรับยาได้จนถึงระดับ 800 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับการใช้ยาโคชิซินร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคข้ออักเสบแบบเฉียบพลัน ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการแพ้ยาอัลโลพูรินอลได้ แต่พบในปริมาณที่ไม่มาก ถ้ามีอาการผื่น ไข้ จำเป็นต้องหยุดรับประทานยาทันที 

ในผู้ป่วยที่มีก้อนโทไฟอันเนื่องมาจากการตกผลึกของกรดยูริกที่บริเวณเนื้อเยื่ออ่อนซึ่งอาจจะพบตามผิวหนังในบริเวณต่างๆก็จะค่อยยุบตัวลง แต่อาจจะใช้ระยะเวลานาน ในกรณีที่ก้อนโทไฟมีการติดเชื้อ หรือก้อนมีขนาดใหญ่ก็อาจจะพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนออก 

เป้าประสงค์สำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคเก๊าท์คือการลดระดับปริมาณยูริกในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับที่ต่ำ ป้องกันการเกิดการอักเสบของข้อแบบเฉียบพลัน และป้องกันระบบอวัยวะภายในอื่นที่จะสูญเสียอันเนื่องมาจากระดับกรดยูริกที่สูง เพราะระดับกรดยูริกที่สูงจะมีผลให่เกิดการอักเสบมีผลทำลายเยื่อบุต่างๆของอวัยวะภายในร่างกายทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมาเช่น ความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย การทำงานของไตผิดปกติ การเกิดนิ่วในไต และอาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้ในที่สุด 

โรคเก๊าท์เป็นโรคที่พบได้บ่อย และเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน มีผลต่อร่างกายทั้งระยะสั้นคือการอักเสบของข้อบริเวณต่างๆโดยเฉพาะที่บริเวณเท้า หัวแม่เท้า ข้อเข่า นอกจากนั้นในระยะยาวยังมีผลทำให้เกิดภาวการณ์อักเสบเรื้อรังของร่างกายมีผลต่อระบบหมุนเวียนโลหิตเกิดภาวะความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด รวมทั้งการเกิดโรคไตวายได้ในระยะสุดท้ายของโรค การให้การวินิจฉัย การรักษาที่ถูกต้องมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ไม่ทนทุกข์ทรมานจากการเกิดข้ออักเสบ ดังนั้นในผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อรักษาอาการปวด บวมข้ออักเสบในระยะแรกแล้วมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับการรักาต่อเนื่องเพื่อลดปริมาณกรดยูริกในกระแสเลือด และหมั่นตรวจเลือดเป็นระยะเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้ 

 

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)