การรักษาหมอนรองกระดูกเคลื่อนด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาทพบว่าหมอนรองกระดูกที่มีการเคลื่อนออกมาสามารถสลายไปได้

 

มีรายงานในวารสาร New England Journal of Medicine ซึ่งเป็นวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียง เกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทด้านหลัง หลังจากฉีดยาพบว่าหมอนรองกระดูกที่มีการเคลื่อนออกมาสามารถสลายไปได้ ดังรูปภาพในวารสาร และทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัดรักษา และผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยวิธีการฉีดยามีน้อยมากๆๆ

 

ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังและพบว่ามีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลัง ก็สามารถรักษาได้ด้วยการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทด้านหลังและใช้เครื่องเสียงความถี่สูงในการระบุตำแหน่งที่ฉีด โดยไม่มีอันตราย

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก.. ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ 

_________________________________________________

 เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

สารพันปัญหาเรื่องปวดหลัง


ทำไมถึงเกิดอาการปวดหลังบ่อย

 

                  โรคปวดหลังเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อ พบว่าผู้ใหญ่ประมาณ 4 คนใน 5 คนเคยมีอาการปวดหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้ผู้ป่วยหยุดงาน และขาดรายได้

                  กระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวประกอบด้วยโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อที่ซับซ้อน เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างร่างกายส่วนบน(ทรวงอก และแขน) กับร่างกายส่วนล่าง(เชิงกราน และขา) กระดูกสันหลังส่วนนี้มีหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เช่นการหันตัว การเอนตัว ก้มตัว รวมถึงช่วยในเรื่องของความแข็งแรงที่สามารถทำให้เรายืน เดิน และยกของได้ การทำงานที่เหมาะสมของกล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลังส่วนล่างนี้มีความจำป็นต่อกิจวัตรประจำวันตลอดเวลา อาการปวดหลังที่เกิดขึ้นจะทำให้เราไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เดินหรือเคลื่อนไหวได้ลำบาก และทำให้คุณภาพของชีวิตแย่ลง

 

ให้การวินิจฉัยโรคปวดหลังได้อย่างไร

 

                  ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง และสามารถตอบสนองได้ดีต่อการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน หรือการรับประทานยาแก้ปวด ศัลยแพทย์กระดูกสามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด  การถ่ายภาพเอกซ์เรย์ การตรวจด้วยภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ส่วนใหญ่แพทย์จะถามผู้ป่วยเกี่ยวกับลักษณะของอาการปวดหลังว่าท่านมีลักษณะอาการปวดอย่างไร เคยได้รับอุบัติเหตุมาก่อนหรือไม่

 

มีอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุของโรคปวดหลัง

 

                  มีสาเหตุมากมายที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง เช่นอุบัติเหตุ, ผลจากอายุที่มากขึ้น ทำให้มีการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง การติดเชื้อของกระดูกสันหลัง และโรคมะเร็งที่ลุกลามมาที่กระดูกโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปีที่มีอาการเจ็บปวดมากและขณะนอนพักก็ยังมีอาการปวดอยู่

                  อาการปวดหลังเนื่องมาจากกล้ามเนื้อสันหลังเกร็งตัว กล้ามเนื้อของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวนนี้เป็นส่วนที่สำคัญในเรื่องของการเคลื่อนไหว การทรงตัว  และกิจวัตรประจำวันของร่างกาย เช่นการยืน การเดิน การยกของ ถ้าเรายืนหรือเดินในท่าที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการใช้งานกล้ามเนื้อหลังมากเกินไปจะทำให้กล้ามเนื้อมีการตึงเครียดมากขึ้น ต่อมาทำให้มีอาการปวดหลังได้ ซึ่งการใช้งานของกล้ามเนื้อหลังมากไปเช่น การยกของหนัก การยืนหรือเดินนานๆทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคปวดหลัง บางครั้งอาจจะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยเช่น โรคอ้วน การสูบบุหรี่ หรือในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มักจะมีอาการปวดหลังเนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และท้องที่โตขึ้นจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนแปลงทำให้มีอาการปวดหลังมากขึ้น

                  อายุ-  พบว่าในผู้สูงอายุจะมีกระบวนการเสื่อมสลายของหมอนรองกระดูกสันหลัง และข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลัง การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นกับทุกคนแล้วแต่ว่าใครจะเป็นมากหรือน้อย ถ้ามีการเสื่อมมากก็จะทำให้เกิดอาการหลังแข็ง และปวดหลังตามมา ซึ่งข้อต่อของกระดูกที่มีการเสื่อมสลายจะมีกระดูกงอกออกมาเนื่องจากการเสื่อมของข้อ (อย่าเข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากการรับประทานแคลเซียมมากเกินไป)  กระดูกที่งอกออกมานี้อาจจะไปกดทับเส้นประสาท ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง ร่วมกับปวดร้าวไปยังบริเวณสะโพก และร้าวลงไปตามด้านหลังของต้นขา นอกจากนี้ผู้ป่วยยังอาจจะมีอาการชา ซึ่งขึ้นอยู่กับเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นๆ ส่วนใหญ่มักมีอาการชาที่บริเวณด้านข้างของขา

                  กระดูกพรุนและเกิดกระดูกสันหลังยุบ-เมื่ออายุมากขึ้นกระดูกจะบางลงโดยเฉพาะผู้หญิงที่หมดประจำเดือนทำให้กระดูกไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกได้จึงทำให้เกิดกระดูกสันหลังยุบลงในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุน

                  หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท – หมอนรองกระดูกเป็นส่วนที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลัง 2 ชิ้น  ในช่วงวัยเด็ก และวัยหนุ่มสาวตรงกลางของหมอนรองกระดูกจะเป็นส่วนที่อ่อนนุ่มคล้ายเยลลี่  เมื่ออายุมากขึ้นในช่วงวัยกลางคนอาจพบว่ามีร่องหรือรอยร้าวเกิดขึ้นในหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดหลัง ถ้ารอยร้าวเป็นมากขึ้นอาจจะทำให้สารที่เป็นของเหลวที่อยู่ตรงกลางของหมอนรองกระดูกสันหลังไหลออกมา ทำให้ไปกดทับเส้นประสาททำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร้าวลงไปที่น่องขา และในส่วนของที่ไปกดทับนี้ยังมีสารเคมีบางอย่างไปทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นประสาททำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมาก

 

อะไรเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

 

                  เมื่อมีอาการปวดหลังผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากสาเหตุใด แล้วจึงรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ ส่วนใหญ่มักจะตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน การใช้หลังอย่างถูกวิธี การปรับเปลี่ยนอริยาบถในขณะยืน นั่งทำงาน และยาลดการอักเสบและยาลดปวดเพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท การที่ได้นอนพัก และทำงานเบาๆจะช่วยลดอาการปวดได้ผลดี เมื่ออาการปวดเริ่มทุเลาลง ผู้ป่วยสามารถเริ่มทำกายภาพบำบัดซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นการเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อหน้าท้อง ขณะเดียวกันก็ออกกำลังกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อเพื่อที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ร่างกาย ถ้าท่านมีน้ำหนักมากก็จำเป็นที่จะต้องลดน้ำหนัก และท่านที่สูบบุหรี่ก็ควรหยุดสูบบุหรี่ เพื่อลดโอกาสที่จะมีอาการปวดหลังอีกครั้ง การรักษาในระยะยาวที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการป้องกัน โดยการฝึกกล้ามเนื้ออยู่ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะทำให้มีอาการปวดหลังมาก ระวังท่าทางในการยกของหนัก ถ้าจำเป็นต้องยก ก็ต้องทำอย่างถูกวิธี

 

เมื่อไหร่ที่ต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัด

 

                  ส่วนใหญ่อาการปวดหลังสามารถรักษาให้หายด้วยวิธีการไม่ต้องผ่าตัด สาเหตุที่ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเพราะต้องการกำจัดเอาสิ่งที่ไปกดทับเส้นประสาทเช่น หมอนรองกระดูกสันหลังออกเนื่องจากเส้นประสาทถูกกด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมาก แล้วอาการไม่ดีขึ้นหลังจากรับการรักษาด้วยยา และการปรับเปลี่ยนท่าทางที่ถูกต้องแล้ว ในระยะเวลาที่เหมาะสม หรือผู้ป่วยที่มีอาการของเส้นประสาทกดทับจนมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ หรือมีอาการอุจจาระหรือปัสสาวะลำบาก

 

หลังส่วนล่าง

 

       หลังประกอบไปด้วยส่วนประกอบคือ

·      กระดูกสันหลัง

·      หมอนรองกระดูกสันหลังซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันแรงกระแทกหรือกันชน และช่วยปกป้องกระดูกสันหลัง 

·      เส้นประสาท

·      กล้ามเนื้อและเอ็นยึดเพื่อสร้างความแข็งแรง และช่วยในการเคลื่อนไหว

 

การป้องกันอาการปวดหลัง

 

                  โดยปกติอายุมากขึ้นจะทำให้เกิดกระดูกบางลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง สูญเสียความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามยังมีวิธีที่จะช่วยชลอการเสื่อมของกระดูกสันหลังโดย

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่จะทำหน้าที่ในการพยุงร่างกาย และเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย

ยกของให้ถูกวิธี

รักษาน้ำหนักของร่างกายให้เหมาะสม ระวังอย่าให้น้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

พยายามจัดท่าทางของร่างกายให้เหมาะสม อย่าให้ตัวงอไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง หรือท่ายืน 

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง

โรคปวดหลังเป็นปัญหาสำคัญที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคกระดูกและข้อ 

การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังมีเป้าประสงค์ได้แก่ 

 การประเมินถึงความรุนแรงของอาการปวดหลัง และการจำกัดการทำงาน การประเมินได้แก่

    ระดับความรุนแรงของอาการปวด ซึ่งมีเครื่องมือมาตรวัดความเจ็บปวดได้แก่ Visual analog scale (เส้นวัด 0 - 100 มิลลิเมตร) และ numeric pain scales (ตัวเลข 0 - 10) 
    การวัดหน้าที่การทำงาน มีเครื่องมือหลายอย่างที่ช่วยในการวัดประเมินการทำงานในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังได้แก่ Roland Morris Disability Questionnaire และ Oswestry Disability Index 


 การประเมินเพื่อแยกโรคที่มีพยาธิสภาพที่รุนแรงในบริเวณกระดูกสันหลังซึ่งได้แก่

 มะเร็งท่ีบริเวณกระดูกสันหลัง (Spinal metastases) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะภายในอื่นๆ ผู้ป่วยมักจะมีประวัติของการเป็นมะเร็งของอวัยะหนึ่งอวัยวะใดมาก่อน นำ้หนักลด มีอาการปวดหลังมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน อาการปวดไม่ตอบสนองด้วยวิธีการรักษาแบบปกติ อายุมากกว่า 50 ปี มีอาการปัสสาวะลำบาก หรือปัสสาวะกะปิดกะปรอย มีอาการเดินลำบาก มีอาการอ่อนแรงของระยางค์ส่วนล่าง 
 กระดูกสันหลังยุบอันเนื่องมาจากโรคกระดูกพรุน (OSteoporotic collapsed vertebra) ซึ่งมักพบในผู้ป่วยสูงอายุ มีปัญหาโรคกระดูกพรุน มีการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำ 
 การติดเชื้อของกระดูกสันหลัง (Spinal infection) ผู้ป่วยมักมีไข้ อาจมีภูมิต้านทานของร่างกายบกพร่อง 
 ภาวะการอักเสบของกระดูกสันหลังโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรค Ankylosing spondylitis ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจจะมีอาการปวดตอนกลางคืน มีข้อยึดติดในตอนเช้า อาการปวดอาจจะดีขึ้นหลังจากการออกกำลังกาย 
 ภาวะเส้นเลือดแดง aorta โป่งพอง (aortic aneurysm) ซึ่งมักพบได้ในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีประวัติเป็นโรคผนังหลอดเลือดตีบตัน มีก้อนที่ท้อง มีอาการปวดตอนกลางคืน และบางครั้งอาจจะมีอาการปวดร้าวลงขาได้ 

กลุ่มอาการของโรคที่มีลักษณะต้องระวังและรับการตรวจสอบหาสาเหตุเพิ่มเติมได้แก่

อายุมากกว่า 50 ปี 
อุจจาระลำบาก และกะปริดกะปรอย (Fecal incontinence)
มีปัสสาวะลำบาก  และกะปริดกะปรอย (Urinary incontinence) 
ไข้
ลักษณะการเดินที่ผิดปกติไป (Gait abnormality) 
มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน 
มีภาวะการกดภูมิคุ้มกัน หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง 
มีประวัติการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าทางเส้นเลือด 
ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการให้ยา 
เป็นโรคกระดูกพรุน 
มีอาการปวดหลายตำแหน่ง 
มีอาการปวดขณะพัก
มีอาการปวดมากตอนกลางคืน
มีอาการชาบริเวณรอบๆทวารหนัก (Saddle numbness) 
มีประวัติการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ 
มีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ 
มีประวัติเคยได้รับอุบัติเหตุมาก่อน 
นำ้หนักลดที่ไม่ทราบสาเหตุ 
มีอาการอ่อนแรงในส่วนของขา 
    
    ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งอาจเกิดจากพยาธิสภาพที่รุนแรงบริเวณกระดูกสันหลัง การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสีและการตรวจเลือดจะสามารถช่วยในการวินิจฉัยผู้ป่วยในกลุ่มต่างๆเหล่านี้เป็นอย่างมาก 

 การประเมินเพื่อดูสภาวะของระบบประสาทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่การประเมิน

ระบบการรับความรู้สึกของร่างกาย (sensory systems) 
ระบบการเคลื่อนไหวของระยาวงค์ (Motor systems) 
ปฏกิริยาการตอบกลับอัตโนมัติของกล้ามเนื้อ (Deep tendon reflex)

 การประเมินเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง ปัจจัยเสี่ยงได้แก่

ประเด็นของการได้ค่าชดเชยจากอาการปวดหลัง
สภาวะของอารมณ์ของผุ้ป่วย 
ปัญหาทางครอบครัว 
พฤติกรรมของความกลัว 
ความเชื่อที่ไม่เหมาะสม 
การที่มีผลกระทบทางระบบประสาทเช่น มีอาการชา อาการอ่อนแรงของระยางค์ 
มีความไม่พึงพอใจต่องานที่ทำอยู่
เคยมีประวัติปวดหลังมาก่อน และความรุรแรงของอาการปวดหลังค่อนข้างมาก 
ความคาดหวังในการรักษาที่ไม่เป็นจริง

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

การรักษาด้วยสเตียรอยด์ : คุณประโยชน์ VS ผลข้างเคียง


ฉีดยาสเตียรอยด์แล้ว มีผลนานเท่าไหร่ ฉีดได้บ่อยเท่าไร่  ฉีดยาสเตียรอยด์มีปัญหา หรือภาวะแทรกซ้อนอย่างไรบ้าง อันตรายหรือไม่

      การ ใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง หรืออาการปวดหลังร้าวลงขานั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาพยาบาลนั้นคือการวินิจฉัยโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ อย่างถูกต้องแม่นยำก่อน จึงนำมาสู่การรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง  การรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์นั้นได้ผลดีมากในการลดอาการปวดในระยะประมาณ 1-3 เดือนในผู้ป่วยที่เป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและมีการกดทับเส้นประสาท  นอกจากนี้  การตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทนั้นขึ้นอยู่กับ

1. ระดับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทจากภาวะเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง 


2. ลักษณะการทำงานของผู้ป่วย และพฤติกรรมของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยยังคงกลับไปทำงาน ยกของหนัก และนั่งกับพื้น ซักผ้า ปลูกต้นไม้ หรือยกของไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้อาการปวดหลังไม่สามารถหายได้ อาการอาจจะดีขึ้นเฉพาะในช่วงที่ฉีดยา หรือรับประทานยาเท่านั้น 



      มีผู้ป่วยจำนวนมากก็จะบอกว่า "ห้ามทำไปหมดทุกอย่างเลยเหรอ"  อันที่จริงแล้วร่างกายของเราเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น ก็เกิดการเสื่อมไปตามกาลเวลา บางครั้งเราเคยก้มยกของหนัก ทำงานหนัก นั่งกับพื้นได้ในวัยเด็ก และวัยรุ่นก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เรายังทำพฤติกรรมแบบเดิมมักจะมีอาการปวดหลังก็เนื่องมากจาก กระบวนการเสื่อมของร่างกาย การยืดหยุ่น รองรับน้ำหนักของหมอนรองกระดูกลดลง กระดูกอ่อนที่บริเวณกระดูกข้อต่อมีการสึกหรอทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูก เพิ่มมากขึ้น เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นประสาท จึงส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการชาร้าวลงขาด้วย และชาบริเวณหลังเท้าและส้นเท้า เปรียบเสมือนกับอายุ 60 ปี เราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปที่อายุ 30 ปีได้ เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของคนเรา เมื่อเกิดการเสื่อมของกระดูกและข้อ ก็ไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปให้แข็งแรงเหมือนกับวัยหนุ่มสาวได้ แต่เราสามารถชะลอ ป้องกันได้ไม่ให้เกิดการเสื่อมไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปรับการทำงานของผู้ป่วยนั่นเอง

รูปภาพเปรียบเทียบการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ภาพซ้ายจะเห็นหมอนรองกระดูกสันหลังมีความสูงปกติ เปรียบเทียบกับภาพขวามือที่พบว่าความสูงของหมอนรองกระดูกสันหลังลดลง ร่วมกับมีการเสื่อมของกระดูกข้อต่อ ทำให้ช่องทางเดินประสาทแคบลง ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท ผู้ป่วยจึงมักมีอาการปวดหลัง และปวดร้าวหรือชาร้าวลงขา โดยเฉพาะที่บริเวณน่องของขาข้างนั้น 



คน ส่วนใหญ่มักจะกังวลถึงผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาพยาบาล หรือฉีดเฉพาะที่ เพราะได้ยินมานานเกี่ยวกับผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ อันที่จริงแล้วการใช้ยาทุกชนิดเปรียบเสมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ยาทุกชนิดก็เหมือนกันที่มีทั้งคุณประโยชน์ และผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ขึ้นอยู่กับความรู้และความชำนาญของผู้ใช้ โดยปกติแล้ว ในทางการแพทย์ ยาสเตียรอยด์นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยในโรคต่างๆ มากมาย ยาสเตียรอยด์เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวด ลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี ถ้าใช้อย่างถูกต้องและไม่เกินปริมาณที่ร่างกายสามารถรับได้ก็ไม่ได้เกิดผล ข้างเคียงตามมาอย่างที่คนกลัว



ใน การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่ โดยปกติมักจะฉีดไม่เกิน 3 - 5 ครั้ง อันเนื่องมาจากว่าถ้าฉีดรักษามากกว่านี้แสดงว่า การฉีดยาอาจจะไม่ได้ผล และโรคที่เป็นนั้นมีระดับรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และอีกประการหนึ่งคือการฉีดยาเฉพาะที่ ในบางครั้งทำการฉีดเข้าไปโดยตรงที่ตำแหน่งที่ปวด โดยไม่ทราบว่าตำแหน่งที่ฉีดนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น บางครั้งอาจมีการฉีดยาเข้าไปในเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทของผู้ป่วย จึงมีผลทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดได้ง่าย  ดังนั้นในปัจจุบันที่มีการนำเครื่องเสียงความถี่สูงมาช่วยในการระบุตำแหน่ง ของการฉีดยาจะช่วยทำให้แพทย์ผู้รักษาสามารถระบุถึงตำแหน่งที่จะฉีดยาได้ แม่นยำมากขึ้น จึงลดผลข้างเคียงของการฉีดยาลงได้ และใช้ปริมาณยาชาในปริมาณที่ลดลง




     โดยส่วนใหญ่ผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์มักเกิดจากผู้ป่วยไปซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งยาสเตียรอยด์นี้ มักจะผสมอยู่ในรูปของยาสมุนไพรพื้นบ้าน ยาจีน ซึ่งมักจะระบุว่าเป็นยารักษาสารพัดโรค ส่วนใหญ่เวลารับประทานยากลุ่มนี้แล้ว อาการปวดมักจะหายไปทันที ผู้ป่วยจึงมักไปซื้อยามารับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงเกิดผล เสียต่างๆมากมายตามมาอาทิเช่น การเกิดโรคกระดูกพรุน ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ เกิดอาการบวมตามร่างกาย บางครั้งอาจเกิดกระดูกหัวสะโพกตายอันเนื่องมาจากการใช้ยาสเตียรอยด์มาเป็น ระยะเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคพุ่มพวง (SLE) ซึ่งบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาเป็นระยะเวลานาน เพื่อควบคุมอาการโรค  

    การใช้ยาสเตียรอยด์อาจจะมีผลต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอาจจะทำให้ระดับน้ำตาล เพิ่มสูงขึ้นได้ และอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งมักจะเป็นชั่วคราวประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้การฉีดยาสเตียรอยด์อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการสะอึกได้พบไม่มาก และมักจะเป็นประมาณ 3 วันหลังฉีดยา

    สิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันอาการปวดหลัง คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของที่ไม่ถูกวิธี การนอนคว่ำ การนั่งเก้าอี้ต่ำๆ เช่น การนั่งซักผ้า การนั่งทำอาหาร หรือการนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง จะทำให้น้ำหนักของร่างกายส่วนใหญ่กระทำต่อกระดูกสันหลังบริเวณเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อ มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งวิธีการบริหารหลัง

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

การรักษาด้วยสเตียรอยด์ : คุณประโยชน์ VS ผลข้างเคียง

จากการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2556 เรื่อง ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด พบว่ามีท่านผู้อ่านได้ติดต่อสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงได้รวบรวมคำถามที่มากมายที่น่าสนใจ และเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่มักจะเกิดข้อสงสัยในการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง จึงนำประเด็นต่าง ๆ มาตอบข้อสงสัยเหล่านี้ครับ

ฉีดยาสเตียรอยด์แล้ว มีผลนานเท่าไหร่ ฉีดได้บ่อยเท่าไร ฉีดยาสเตียรอยด์มีปัญหา หรือภาวะแทรกซ้อนอย่างไรบ้าง อันตรายหรือไม่

 
 
 

การใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง หรืออาการปวดหลังร้าวลงขานั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาพยาบาลนั้นคือการวินิจฉัยโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่อย่างถูกต้องแม่นยำก่อน จึงนำมาสู่การรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง การรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์นั้นได้ผลดีมากในการลดอาการปวดในระยะประมาณ 1-3 เดือนในผู้ป่วยที่เป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและมีการกดทับเส้นประสาท นอกจากนี้ การตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทนั้นขึ้นอยู่กับ

1. ระดับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทจากภาวะเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง

2. ลักษณะการทำงานของผู้ป่วย และพฤติกรรมของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยยังคงกลับไปทำงาน ยกของหนัก และนั่งกับพื้น ซักผ้า ปลูกต้นไม้ หรือยกของไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้อาการปวดหลังไม่สามารถหายได้ อาการอาจจะดีขึ้นเฉพาะในช่วงที่ฉีดยา หรือรับประทานยาเท่านั้น

3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักมาก ๆ มีความจำเป็นที่ต้องลดน้ำหนักด้วย

มีผู้ป่วยจำนวนมากก็จะบอกว่า ห้ามทำไปหมดทุกอย่างเลยเหรอ อันที่จริงแล้วร่างกายของเราเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น ก็เกิดการเสื่อมไปตามกาลเวลา บางครั้งเราเคยก้มยกของหนัก ทำงานหนัก นั่งกับพื้นได้ในวัยเด็ก และวัยรุ่นก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เรายังทำพฤติกรรมแบบเดิมมักจะมีอาการปวดหลังก็เนื่องมากจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย การยืดหยุ่น รองรับน้ำหนักของหมอนรองกระดูกลดลง กระดูกอ่อนที่บริเวณกระดูกข้อต่อมีการสึกหรอทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูกเพิ่มมากขึ้น เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นประสาท จึงส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการชาร้าวลงขาด้วย และชาบริเวณหลังเท้าและส้นเท้า เปรียบเสมือนกับอายุ 60 ปี เราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปที่อายุ 30 ปีได้ เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของคนเรา เมื่อเกิดการเสื่อมของกระดูกและข้อ ก็ไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปให้แข็งแรงเหมือนกับวัยหนุ่มสาวได้ แต่เราสามารถชะลอป้องกันได้ไม่ให้เกิดการเสื่อมไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปรับการทำงานของผู้ป่วยนั่นเอง

      

คนส่วนใหญ่มักจะกังวลถึงผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาพยาบาล หรือฉีดเฉพาะที่ เพราะได้ยินมานานเกี่ยวกับผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ อันที่จริงแล้วการใช้ยาทุกชนิดเปรียบเสมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ยาทุกชนิดก็เหมือนกันที่มีทั้งคุณประโยชน์ และผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ขึ้นอยู่กับความรู้และความชำนาญของผู้ใช้ โดยปกติแล้ว ในทางการแพทย์ ยาสเตียรอยด์นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยในโรคต่าง ๆ มากมาย ยาสเตียรอยด์เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวด ลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี ถ้าใช้อย่างถูกต้องและไม่เกินปริมาณที่ร่างกายสามารถรับได้ก็ไม่ได้เกิดผลข้างเคียงตามมาอย่างที่คนกลัว

ในการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่ โดยปกติมักจะฉีดขึ้นกับอาการ มักไม่เกิน 3-5 ครั้ง อย่างไรก็ตามจำนวนครั้งของการฉีดยาขึ้นกับปริมาณของยาสเตียรอยด์ที่ใช้ในแต่ละครั้ง. ถ้าฉีดยามานานอาการยังไม่ดีขึ้น การฉีดยาอาจจะไม่ได้ผล และโรคที่เป็นนั้นมีระดับรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และอีกประการหนึ่งคือการฉีดยาเฉพาะที่ ในบางครั้งทำการฉีดเข้าไปโดยตรงที่ตำแหน่งที่ปวด โดยไม่ทราบว่าตำแหน่งที่ฉีดนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น บางครั้งอาจมีการฉีดยาเข้าไปในเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทของผู้ป่วย จึงมีผลทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดได้ง่าย ดังนั้นในปัจจุบันที่มีการนำเครื่องเสียงความถี่สูงมาช่วยในการระบุตำแหน่งของการฉีดยาจะช่วยทำให้แพทย์ผู้รักษาสามารถระบุถึงตำแหน่งที่จะฉีดยาได้แม่นยำมากขึ้น จึงลดผลข้างเคียงของการฉีดยาลงได้ และใช้ปริมาณยาชาในปริมาณที่ลดลง

โดยส่วนใหญ่ผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์มักเกิดจากผู้ป่วยไปซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งยาสเตียรอยด์นี้ มักจะผสมอยู่ในรูปของยาสมุนไพรพื้นบ้าน ยาจีน ซึ่งมักจะระบุว่าเป็นยารักษาสารพัดโรค ส่วนใหญ่เวลารับประทานยากลุ่มนี้แล้ว อาการปวดมักจะหายไปทันที ผู้ป่วยจึงมักไปซื้อยามารับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงเกิดผลเสียต่าง ๆ มากมายตามมา เช่น การเกิดโรคกระดูกพรุน ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ เกิดอาการบวมตามร่างกาย บางครั้งอาจเกิดกระดูกหัวตะโพกตายอันเนื่องมาจากการใช้ยาสเตียรอยด์มาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคพุ่มพวง (SLE) ซึ่งบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาเป็นระยะเวลานาน เพื่อควบคุมอาการโรค

การใช้ยาสเตียรอยด์อาจจะมีผลต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นได้ และอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งมักจะเป็นชั่วคราวประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้การฉีดยาสเตียรอยด์อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการสะอึกได้แต่พบไม่มาก และมักจะเป็นประมาณ 3 วันหลังฉีดยา

สิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันอาการปวดหลัง คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของที่ไม่ถูกวิธี การนอนคว่ำ การนั่งเก้าอี้ต่ำ ๆ เช่น การนั่งซักผ้า การนั่งทำอาหาร หรือการนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง จะทำให้น้ำหนักของร่างกายส่วนใหญ่กระทำต่อกระดูกสันหลังบริเวณเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อ มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

การฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทด้านหลัง

 

VDO การฉีดยาสเตียรอด์เข้าโพรงประสาทด้านหลังโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงระบุตำแหน่งVDO การฉีดยาสเตียรอด์เข้าโพรงประสาทด้านหลังโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงระบุตำแหน่ง

เพื่อรักษาอาการปวดหลัง หรืออาการปวดหลังร้าวลงขา ช่วยลดอาการปวด ลดการอักเสบของเส้นประสาทและข้อต่อของกระดูกสันหลัง ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ที่มีอาการปวดหลังดีขึ้น
 

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

อาการปวดหลัง และโรคกระดูกพรุน

 
กรณีศึกษาน่าสนใจในผู้สูงอายุที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง 

เพื่อความเข้าใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องโรคกระดูกพรุน ผมอยากจะอธิบายให้ฟังดังรายละเอียดดังนี้ครับ ปัญหาโรคกระดูกพรุนคือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีปริมาณความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง โครงสร้างภายในของกระดูกมีการเสื่อมสลายทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้ง่ายมากขึ้นกว่าคนปกติ
โดยทั่วไปอาการแสดงของผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมักจะมี 2 ระยะคือ
1. ในระยะเริ่มต้นที่มวลกระดูกเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไรเลย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นในผู้หญิงที่เริ่มหมดประจำเดือน และมีปัจจัยเสี่ยง ช่วงนี้สามารถตรวจสอบได้จากการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น
2. ในระยะที่กระดูกพรุนชนิดรุนแรง คือ มีกระดูกโปร่งบางมาก ร่วมกับมีกระดูกสันหลังหักยุบ หรือการเกิดกระดูกสะโพกหัก ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง หลังโก่งค่อม และสังเกตได้ว่าส่วนสูงของผู้ป่วยลดลงในบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะร้าวมาที่บริเวณหน้าอก หลังโก่ง ทานข้าวได้น้อยลง อืดท้องแน่นท้อง มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป บางครั้งอาจเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งบริเวณข้อมือ กระดูกหักง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่นในผู้ป่วยรายที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้ครับ



ภาพของผู้ป่วยที่มีหลังโก่งเนื่องจากมีการยุบตัวของกระดูกสันหลัง
 
 
นอกจากหลังโก่ง ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการปวดร้าวลงขา ลงน่องและชาบริเวณหลังเท้าร่วมด้วย 
 
 
                        
ภาพรังสีแสดงการยุบของกระดูกสันหลังหลายระดับ วิธีการดูคือจะสังเกตจากความสูงของกระดูกสันหลังเทียบกันในแต่ละระดับจะพบว่าส่วนของกระดูกสันหลังที่ยุบลงนั้นจะมีความสูงของกระดูกสันหลังลดลงเมื่อเทียบกับกระดูกสันหลังที่อยู่ติดกัน




ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้แก่ 

  • ประจำเดือนหมดวัยกว่าปกติโดยเฉพาะก่อนอายุ  45 ปี 
  • มีโรคประจำตัวเช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไทรอยด์เป็นพิษ 
  • ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำในปริมาณมาก และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทั้งในการรักษาโรค หรือรับประทานเอง
  • มีประวัติครอบครัวทางแม่เคยเป็นโรคกระดูกพรุน หรือเคยมีกระดูกสะโพกหักในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวฝั่งของมารดา 
  • สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอลเป็นประจำ 
  • กระดูกหักง่ายหลังจากอายุ 40 ปี 

สำหรับการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้แก่

  • ในวัยเด็ก วัยรุ่น ให้ดื่มนม ออกกำลังกายให้เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่น การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ 
  •  ในวัยที่อายุมากกว่า 40 ปี ให้ได้รับปริมาณของแคลเซียมให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจรับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดเช่น caltrate 600 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 เม็ด ก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากมีการวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ย คนไทยได้ปริมาณแคลเซียมจากอาหารประมาณ 300 - 400 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าได้รับแคลเซียมเสริมเข้าไปก็จะทำให้เท่ากับปริมาณพอเพียงที่ร่างกายต้องการ 
  • ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปีแนะนำให้ไปตรวจวัดมวลกระดูกจากเครื่องใหญ่ที่เรียกว่า DEXA (Dual Energy absorptiometry) ซึ่งจะตรวจวัดมวลกระดูก 2 ตำแหน่งคือ ที่บริิเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว และ กระดูกสะโพก 
  • ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงแนะนำให้ตรวจวัดมวลกระดูกได้เลย เพื่อประเมินสภาพของมวลกระดูกในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร 

หลังจากที่เราตรวจวัดมวลกระดูกมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเมื่อมวลกระดูกติดลบน้อยกว่า  - 2.5 จะมีความจำเป็นต้องทานยาป้องกันกระดูกพรุนทุกครั้ง ซึ่งมักจะทำให้เกิดการรักษาโรคกระดูกพรุนมากเกินความจำเป็น  (Over-treament)  วัตถุประสงค์ของการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุนคือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักในอนาคต หรือลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคต ซึ่งเราจำเป็นต้องมีการคำนวณความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคตของผู้ป่วยในแต่ละราย ซึ่งเราสารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ใน http://www.shef.ac.uk/FRAX/tool.aspx?country=57  ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักจากองค์การอนามัยโรค ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของคนไทย ซึ่งจะช่วยทำให้ท่านสามารถประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ ดังนั้นการตัดสินใจพิจารณาในการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุน เราจะพิจารณาจากความสเี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหักภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าคำนวณออกมาแล้วพบว่า
1.กระดูกตำแหน่งที่สำคัญหัก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 20 หรือ
2. กระดูกสะโพก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 3   
จึงจะพิจารณาในการให้ยาในการรักษาโรคกระดูกพรุน ซึ่งถ้ามีค่าน้อยกว่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยารักษาโรคกระดูกพรุน

ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดกระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังยุบแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้มีความจำเป็นต้องรับการรักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีก เช่น ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน พบว่าถ้าไม่ได้ให้การรักษาที่เหมาะสมจะพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 20

สำหรับปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ
1. ยาที่ยับยั้งการทำลายกระดูก เช่น

  • ยาในกลุ่ม Bisphosphonates ที่มีหลากหลายชนิดเช่น ชนิดที่รับประทานอาทิตย์ละ 1 เม็ดเช่น Alendronate (Fosamax plus), Risedronate (Actonel), หรือชนิดที่ฉีดปีละ 1 ครั้งเช่น Zoledronate (Aclasta)
  • ยา Strontium (Protaxos) มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำลายกระดูก 
  • ยาในกลุ่มที่เป็นแอนติบอดี้ มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกที่ระดับเซลล์ และไม่มีผลต่อไต ได้แก่ Denosumab (Prolia) ซึ่งใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 6 เดือน 

สำหรับระยะเวลาในการรักษาโรคกระดูกพรุน แพทย์มักจะแนะนำให้ยาแก่ผู้ป่วยประมาณ 3 - 5 ปี  

2. ยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก  ซึ่งมีผลในการสร้างกระดูกโดยตรง ได้แก่ teriparatide (Forteo)  มีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักหลายตำแหน่ง เช่น กระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง กระดูกสะโพกหัก หรือเช่นในผู้ป่วยรายที่ยกตัวอย่างข้างต้น ที่มีกระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง ยานี้ใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุกวัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการลดปวดหลังได้ด้วย 

การพิจารณาให้ยาแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละราย และดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งต้องมีการพูดคุยและอธิบายประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียของยาแต่ละประเภทให้ผู้ป่วยฟังอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือการป้องกันการเกิดกระดูกหักในอนาคต 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

ปวดหลัง ป้องกันได้โดยปรับพฤติกรรม

 

        ปัญหาเรื่องอาการปวดหลังนับว่าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกท่านคงเคยมีปัญหาเรื่องอาการปวดหลัง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดเนื่องมาจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังและบริเวณข้อต่อของกระดูกสันหลัง ในวัยหนุ่มสาวหมอนรองกระดูกทำหน้าที่ในการลดแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลังในแต่ละระดับ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะเกิดการเสื่อม ปริมาณน้ำที่อยู่ภายในหมอนรองกระดูกจะลดปริมาณลง ทำให้ความยืดหยุ่นและการทำงานของหมอนรองกระดูกไม่ดี ร่วมกับการเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลัง  ปัจจัยในเรื่องของน้ำหนักร่างกายก็มีผลเป็นอย่างมาก ในคนที่มีน้ำหนักมากจะทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูกสันหลังรับน้ำหนักมากกว่าปกติจึงมีผลทำให้อุบัติการณ์ในการปวดหลังเพิ่มมากขึ้นในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาก 

    นอกจากนี้เรื่องของพฤติกรรมต่างๆของคนไทยทั้งในเรื่องของการนั่ง การนอน การทำงาน ก็จะมีผลโดยตรงกับอาการปวดหลัง วันนี้ผมก็อยากแนะนำวิธีการบางประการในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลัง  พฤติกรรมที่ควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง และป้องกันอาการปวดหลังได้แก่ 

•    การนั่ง

          ไม่ควรนั่งกับพื้น  ทั้งในท่านั่งขัดสมาธิ คุกเข่า พับเพียบ เพราะการนั่งกับพื้นจะทำให้น้ำหนักส่วนใหญ่ไปลงที่กระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอว ทำให้กระดูกหลังรับน้ำหนักมากและทำให้ปวดหลังเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การนั่งกับพื้นในท่าคุกเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

          หลีกเลี่ยงการนั่งเก้าอี้ต่ำ เพราะการนั่งเก้าอี้ต่ำๆ มีลักษณะคล้ายกับการนั่งพื้น จะทำให้มีอาการปวดมากขึ้น เช่นการนั่งซักผ้าเป็นระยะเวลานาน  การนั่งทอผ้า  การนั่งปลูกดอกไม้ ทำสวนเป็นระยะเวลานาน จะมีผลทำให้เกิดอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น  

          ควรนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิงอย่างถูกวิธี

          ควรนั่งให้ชิดขอบในของเก้าอี้โดยหลังไม่โก่งและให้หลังชิดพนักพิง ระดับความสูงของเก้าอี้นั่งให้เท้าแตะพื้น รองรับก้นละโคนขาได้ทั้งหมด

          ในกรณีที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานไม่ควรนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิงหลัง เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหดเกร็งอยู่ตลอดเวลาเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของอาการปวดหลัง

•    การยกของ

          อย่าก้มลงยกของเพราะกล้ามเนื้อหลังจะเป็นส่วนออกแรง ทำให้เกิดอาการอักเสบ ฉีดขาดได้

          ควรย่อเข่าลงนั่ง ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา

•    การทำงานกับจอคอมพิวเตอร์

          การนั่งหลังโก่ง นั่งบิดๆ นั่งก้มมองจอคอมพิวเตอร์ การนั่งแบบที่กล่าวมาเป็นการเพิ่มแรงกระทำต่อ กระดูกหลังมากที่สุด และการนั่งนานๆบวกกับความตึงเครียดทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลังเกิดการเกร็งจะยิ่งทำให้ปวดหลังมากขึ้น

วิธีการนั่งใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้อง

          ต้องนั่งหลังตรง เพื่อลดอาการตึงที่ช่วงหลัง

          วางเท้าให้ให้ราบไปกับพื้นทั้ง 2 ข้าง ถ้านั่งไขว่ห้างหรือวางขาไว้ข้างเดียวก็จะส่งผลในเรื่องความดันที่ส่งลงไปที่ขา ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก

          ปรับระดับหน้าจอให้อยู่ตรงหน้าพอดี ให้สายตามองตรงไปด้านหน้า ไม่เงย ไม่ก้ม จะช่วยลดอาการตึงหรือเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อช่วงคอ,ไหล่ได้

          แขน ช่วงที่ใช้งานพิมพ์คีย์บอร์ด ให้เก็บศอกใกล้ตัว เพื่อช่วยผ่อนคลายหัวไหล่และแขน ลดอาการตึงและเมื่อยล้าจากงานได้

          ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้นยืดสายทุกๆ 30-45 นาที

•    น้ำหนัก

          น้ำหนักตัวมากเกินทำให้มีอาการปวดหลังได้ เนื่องจากจะทำให้ข้อต่อของกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูกสันหลังรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นมีผลทำให้เกิดการเสื่อม และการอักเสบเพิ่มมากขึ้น วิธีการในการลดน้ำหนักได้แก่ 

          การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วิธีการที่ดีที่สุดคือการใช้เครื่องออกกำลังกายเดินวงรี  ข้อดีของเครื่องคือลดแรงกระแทกที่กระทำกับบริเวณข้อเข่า เนื่องจากเป็นการเคลื่อนไหวของขา โดยที่เท้าวางชิดกับแผ่นรองทำให้ลดแรงกระแทกที่กระทำกับข้อเข่า 

          เรื่องของการรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภท

                o    แป้งโดยเฉพาะอาหารประเภท ข้าวเหนียว ขนมปัง ข้าวจ้าว ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มาก หรือควรหลีกเลี่ยง 

                o    อาหารประเภททอด และที่มีกะทิเช่น ข้างเหนียวทุเรียน หรือรับประทานในปริมาณที่ไม่มาก 

                o    ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานมากๆ เพราะน้ำตาลที่อยู่ในผลไม้จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะผลไม้ที่เป็นสีเหลืองเช่นทุเรียน  มะม่วง ขนุน สับปะรด  รวมทั้งองุ่น  ควรรับประทานผลไม้เช่น มะละกอ ฝรั่ง ชมพู่ 

          ควรรับประทานผัก หรือในบางครั้งก็อาจจะรับประทานผลไม้และผัก ก่อนรับประทานอาหารหลัก จะช่วยทำให้เรารู้สึกอิ่มไวกว่าปกติ 

•    ท่านอน

          ห้ามนอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอวทำให้ปวดหลังได้

          ควรนอนตะแคงโดยให้ขาล่างเหยียดตรง เข่างอ ตะโพกและเข่ากอดหมอนข้างไว้

          ควรเลือกที่นอนแบบแน่นยุบตัวน้อย ไม่ควรใช้ฟูก ฟองน้ำหรือเตียงสปริง เพราะหลังจะจมอยู่ในแอ่งทำให้กระดูกสันหลังแอ่น จนทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

          สำหรับท่านที่ชอบไปนวด ไม่ควรนอนคว่ำแล้วให้นวดหลังเพราะจะทำให้หลังแอ่นและมีอาการปวดเพิ่มมากยิ่งขึ้น 

•    การใช้รองเท้าส้นสูง

          การยืนส้นสูงแบบเขย่งเท้าตลอดเวลาจะทำให้หลังแอ่นมากขึ้น น้ำหนักของร่างกายกระจายตัวผิดปกติ กล้ามเนื้อหลังเกร็งทำงานมากขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้รองเท้าส้นสูง 

•    การงดสูบบุหรี่

          สารนิโคตินในบุหรี่มีผลทำให้หมอนรองกระดูกขาดออกซิเจน เกิดกระบวนการเสื่อมเร็วมากกว่าปกติและยุบตัวเพิ่มมากขึ้น ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดหลังมากกว่าคนทั่วไป 

 

      ควรหลีกเลี่ยงการก้มตัวทำงาน เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังบริเวณส่วนเอวรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น และมีอาการปวดโดยเฉพาะท่านผู้สูงอายุเช่น ท่าก้มลงทำสวน ปลูกต้นไม้ และโดยเฉพาะท่านที่มีอายุมากและเป็นโรคกระดูกพรุนร่วมด้วยควรต้องหลีกเลี่ยงการก้มตัวให้มากๆ เพราะในโรคกระดูกพรุนจะมีกระดูกที่บางตัวลง การก้มมากๆอาจจะทำให้เกิดการยุบตัวของกระดูกสันหลังลงได้

      อาการปวดหลังสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ ถ้าหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง การลดน้ำหนัก การออกกำลังที่ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคปวดหลัง ชีวิตมีความสุขครับ 

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

ปวดหลัง สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์

 

         โรคปวดหลังนับว่าเป็นปัญหาสำคัญและพบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งของโรคกระดูกและข้อ และนับวันยิ่งจะพบเพิ่มมากขึ้นในทุกเพศ ทุกวัยอันเนื่องมาจากลักษณะของกิจวัตรประจำวัน การปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งในปัจจุบันประชากรในประเทศที่มีอายุยืนยาวเพิ่มมากขึ้นอาการปวดหลังส่วนใหญ่มักเกิดจากมีการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นกระบวนการเสื่อมตามธรรมชาติ มีการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง มีกระดูกงอกซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังและเกิดการกดทับเส้นประสาททำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วม อาการปวดร้าวลงขาบริเวณน่อง ร่วมกับมีอาการชาที่บริเวณขาและปลายเท้า โดยทั่วไปแล้วสาเหตุหลักๆของโรคปวดหลังส่วนใหญ่มักเกิดเนื่องมาจากการการอักเสบของกล้ามเนื้อ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถหายได้โดยใช้ระยะเวลาไม่นานมากนัก แต่ถ้ามีอาการปวดหลังร่วมกับกลุ่มอาการบางอย่างที่สำคัญดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป กลุ่มอาการดังกล่าวได้แก่ 

1. ไข้ ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดหลังที่รุนแรง ร่วมกับอาการไข้ สาเหตุส่วนใหญ่อาจเกิดเนื่องมาจากการติดเชื้อในร่างกาย บางครั้งอาจจะมีการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะการติดเชื้อของกระดูกสันหลังนั้นอาจจะมีการติดเชื้อในบริเวณอื่นของร่างกายก่อน เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบโดยเฉพาะในเพศหญิงวัยหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และเกิดการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง มีการทำลายกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนในบริเวณรอบๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงร่วมกับอาการไข้ สาเหตุของเชื้อที่พบส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อแบคทีเรีย และในบางครั้งอาจจะพบมีการติดเชื้อวัณโรคของกระดูกสันหลังได้เช่นเดียวกัน 

2. มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน ในผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งมาก่อน มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้ มะเร็งที่มักจะแพร่กระจายมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร มะเร็งต่อมไทรอยด์ เมื่อมีการแพร่กระจายของมะเร็งมาตามกระแสเลือดและมาที่บริเวณกระดูกสันหลังจะกระตุ้นให้เกิดการทำลายกระดูกเป็นอย่างมาก ทำให้โครงสร้างกระดูกปกติถูกทำลายลง เกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ก่อให้เกิดอาการปวดหลังมาก ในบางครั้งถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปกดทับเส้นประสาท และไขสันหลังก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อาการอ่อนแรงของขา ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ รวมทั้งอาจจะไม่สามารถกลั้นอุจจาระ และกลั้นปัสสาวะได้ ทำให้เป็นอัมพาต

3. ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ หรือมีปัสสาวะเล็ด ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังร่วมกับอาการที่ไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้นั้นสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากมีการกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งสาเหตุของการกดทับเส้นประสาทมีได้หลายสาเหตุเช่น หมอนรองกระดูกที่มีขนาดใหญ่มากเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท โรคมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูกและมีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง รวมทั้งภาวะของการติดเชื้อของกระดูกสันหลังที่อาจจะมีหนองไปกดทับเส้นประสาท ทำให้ระบบการขับถ่ายผิดปกติ

4. มีอาการอ่อนแรงของขา หรือสูญเสียสมดุลของร่างกาย เช่นเดียวกัน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดเนื่องมาจากการที่เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะนั้นๆ ถูกกดทับ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการทำงานการเคลื่อนไหวของระยางค์นั้นๆได้ 

5. มีอาการปวดตอนกลางคืนหรือปวดขณะพัก อาจจะมีหรือไม่มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ซึ่งเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งของภาวะการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่กระดูกส่งผลทำให้มีอาการปวดมากแม้ขณะที่นอนพักอยู่

6. อาการชารอบๆทวารหนัก หรือสูญเสียความรู้สึกรอบๆทวารหนัก เกิดเนื่องมาจากมีการกดทับของเส้นประสาทที่ควบคุม และรับความรู้สึกในบริเวณรอบๆทวารหนัก 

7. มีการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่ได้รับการรักษาโดยการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำ เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี(โรคพุ่มพวง) หรือผู้ป่วยที่ชอบซื้อยา สเตียรอยด์รับประทานเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน เกิดการติดเชื้อในร่างกายได้ง่ายกว่าคนปกติเพราะภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอ ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน และมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น 

8. ได้รับอุบัติเหตุ ในผู้ป่วยที่มีประวัติได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการปวดหลังแบบเฉียบพลันนั้นอาจจะทำให้เกิดกระดูกสันหลังหัก ยุบ ทำให้มีอาการปวดหลังเป็นอย่างมาก 

9. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับมีอาการปวดหลังให้ควรระวังเพราะอาจจะมีสาเหตุที่เกิดจากภาวะมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูก การติดเชื้อของกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายและน้ำหนักลด 

10. ปวดหลังร่วมกับส่วนสูงที่ลดลง อาจเกิดเนื่องมาจากการที่มีโรคกระดูกพรุนร่วมกับการเกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ทำให้เกิดหลังโก่งค่อม และส่วนสูงลดลง จึงทำให้เกิดมีอาการปวดมาก ส่วนใหญ่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ

ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังร่วมกับอาการดังกล่าวข้างต้นควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ และให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรกจะทำให้การพยากรณ์โรคดี สามารถรักษาให้หายได้ ถ้าปล่อยให้เกิดอาการปวดหลังนานๆ และได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด และถ้ามีอาการปวดเป็นระยะเวลานานจะทำให้ระบบการรับความรู้สึกผิดปกติไป รักษาอาการปวดได้ยากมากยิ่งขึ้น และเกิดโรคซึมเศร้ากับผู้ป่วยได้

 

ภาพ MRI แสดงการกดทับของไขสันหลังจากโรคมะเร็ง และภาพเอกซเรย์แสดงการยุบตัวของกระดูกสันหลังจากโรคกระดูกพรุน

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

กายบริหารสำหรับผู้ป่วยปวดหลัง

        ภาวะปวดหลังเรื้อรัง ทำให้เกิดการฝ่อลีบ ลดความแข็งแรง ความทนทาน สูญเสียการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังในการควบคุมการทรงท่าและการเคลื่อนไหว นำไปสู่ภาวะปวดเรื้อรังหรือเมื่อรักษาหายแล้วก็ยังกลับเป็นซ้ำได้อีก ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าการออกกำลังกายในรูปแบบจำเพาะให้มีการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังพร้อมกัน (stabilizing back exercise) โดยเน้นฝึกกล้ามเนื้อหลังส่วนลึก (multifidus) และกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนลึก (trnsversus abdominis) ให้ทำงานประสานสัมพันธ์กัน มุ่งเน้นที่จะส่งเสริมให้มีความแข็งแรง ความทนทาน การเรียนรู้การควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงท่าของกระดูกสันหลังให้ถูกต้องในขณะที่ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เป็นผลให้บรรเทาอาการปวดหลัง ลดความบกพร่องในการทำกิจวัตรประจำวันและป้องกันความบกพร่องทางกายอันนำไปสู่ความบกพร่องทางสังคม เช่นไม่สามารถนั่งทำงานได้ตามปกติเพราะปวดหลังจนต้องลาออกจากงาน อีกทั้งช่วยป้องกันการบาดเจ็บต่อหลังจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

วิธีการฝึกจะฝึกระดมการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนลึก (Transverse abdominis) ร่วมกับกล้ามเนื้อหลังส่วนลึก (Multifidus) โดยให้มีการหดตัวเพียงเล็กน้อยหรือเพียง 25% ของความสามารถในการหดตัวสูงสุด

เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทั้งสองกลุ่มให้ทำงานได้ดีมักฝึกร่วมกับ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic floor) และกล้ามเนื้อหายใจ (Diaphragm) เนื่องจากกล้ามเนื้อทั้งหมดนี้มีบทบาทร่วมกันในการให้ความแข็งแรงต่อกระดูกสันหลังและอุ้งเชิงกราน

 

วิธีกายบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนลึกและกล้ามเนื้อหลังส่วนลึก

1. ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนลึกแยกออกจากกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนที่อยู่ตื้น

 

 

ฝึกการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องในท่ายืน พร้อมทั้งตรวจดูด้วยการคลำที่จุดเกาะของกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนลึก (Transverses abdominis) ว่าเกร็งได้ถูกต้องหรือไม่ วิธีการคลำให้วางนิ้วชี้และนิ้วกลางในต่อปุ่มกระดูกอุ้งเชิงกรานทางด้านหน้า

วิธีการฝึก หายใจเข้าท้องป่องในจังหวะหายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ดึงสะดือเข้าหาลำตัว) พร้อมกับขมิบ อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหลัง ถ้าทำได้ถูกต้องควรจะคลำได้ถึงความตึงตัวของเอ็นกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนลึก

ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

 

 

 

 

2. อยู่ในท่าคลานสี่ขา วางมือให้อยู่แนวเดียวกับข้อไหล่ ข้อศอกงอเล็กน้อย เข่าทั้งสองอยู่แนวเดียวกับข้อสะโพก

วิธีการฝึก หายใจเข้าท้องป่องในจังหวะหายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ดึงสะดือเข้าหาลำตัว) พร้อมกับขมิบ อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหลัง ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

3. ฝึก ในท่านอนหงาย งอเข่าและสะโพกทั้งทั้งสองข้าง วางผ้าขนหนูที่พันเป็นแท่งหรือหมอนไว้ระหว่างขาทั้งสองข้าง

 

 

วิธีการฝึก หายใจเข้าท้องป่องในจังหวะหายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ดึงสะดือเข้าหาลำตัว) พร้อมกับขมิบ อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อก้นโดยวิธีการหนีบผ้าขนหนูหรือหมอนโดยไม่ให้เกิดการขยับ ยก บิดหรือหมุนของก้น อุ้งเชิงกรานและหลังส่วนบั้นเอว ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

 

4. ฝึก ในท่านอนหงาย งอเข่าและสะโพกทั้งทั้งสองข้าง วางผ้าขนหนูที่พันเป็นแท่งหรือหมอนไว้ระหว่างขาทั้งสองข้าง มือทั้งสองข้างวางประสานแตะที่ท้ายทอย

 

วิธีการฝึก หายใจเข้าท้องป่องในจังหวะหายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ดึงสะดือเข้าหาลำตัว) พร้อมกับขมิบ อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อก้นโดยวิธีการหนีบผ้าขนหนูหรือหมอน พร้อมทั้งเกร็งยกศรีษะให้พ้นพื้นเพียงเล็กน้อยโดยไม่ใช้มือทั้งสองช่วยดันศีรษะ แล้ววางศรีษะกลับที่เดิม ขณะที่ทำต้องไม่ให้เกิดการขยับ ยก บิดหรือหมุนของก้น อุ้งเชิงกรานและหลังส่วนบั้นเอว ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

5. ฝึก ในท่านอนคว่ำ วางผ้าขนหนูที่พันเป็นแท่งหรือหมอนไว้ระหว่างขาทั้งสองข้าง แขนทั้งสองข้างวางข้างลำตัว

 

 

วิธีการฝึก หายใจเข้าท้องป่องในจังหวะหายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ดึงสะดือเข้าหาลำตัว) พร้อมกับขมิบ อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อก้นโดยวิธีการหนีบผ้าขนหนูหรือหมอน พร้อมทั้งเกร็งยกศีรษะให้พ้นพื้นเพียงเล็กน้อย ลงน้ำหนักส่วนหนึ่งที่มือทั้งสองข้างแล้ววางศีรษะกลับที่เดิม ขณะที่ทำต้องไม่ให้เกิดการขยับ ยก บิดหรือหมุนของก้น

อุ้งเชิงกรานและหลังส่วนบั้นเอว ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

 

 

 

 

6. ฝึก ในท่าคลานสี่ขาพร้อมกับยกแขนหรือขาในขณะที่ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังเป็นการเพิ่มความยากในการบริหาร

วิธีการฝึก หายใจเข้าท้องป่องในจังหวะหายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ดึงสะดือเข้าหาลำตัว) พร้อมกับขมิบ อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อก้นโดยวิธีการหนีบผ้าขนหนูหรือหมอน พร้อมทั้งยกแขนขึ้น แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ขณะที่ทำต้องไม่ให้เกิดการขยับ ยก บิดหรือหมุนของก้น อุ้งเชิงกรานและหลังส่วนบั้นเอว ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

 

วิธีการฝึก หายใจเข้าท้องป่องในจังหวะหายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ดึงสะดือเข้าหาลำตัว) พร้อมกับขมิบ อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อก้นโดยวิธีการหนีบผ้าขนหนูหรือหมอน พร้อมทั้งยกขาขึ้น แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ขณะที่ทำต้องไม่ให้เกิดการขยับ ยก บิดหรือหมุนของก้น อุ้งเชิงกรานและหลังส่วนบั้นเอว ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

7. ฝึกในท่าย่อเข่าขึ้นลง ยืนกางขางทั่งสองข้างให้ห่างกันเท่ากับระยะความกว้างของไหล่ ลงน้ำหนักขาทั้งสองข้างเท่ากัน รักษาแนวของหลัง สะโพกและเข่าให้ตรง

 

 

วิธีการฝึก หายใจเข้าท้องป่องในจังหวะหายใจออกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง (ดึงสะดือเข้าหาลำตัว) พร้อมกับขมิบ

อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อก้น พร้อมทั้งย่อเข่าลงประมาณ 30-45 องศาแล้วกลับที่เดิม ขณะทำให้รักษาหลังให้ตรง

ทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

8. เพื่อให้วิธีการฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังสัมพันธ์กับกิจกรรมการเคลื่อนใหวในชีวิตประจำวัน ควรฝึกการควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อเพื่อควบคุมความมั่นคงของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวและอุ้งเชิงกรานให้สัมพันธ์กับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะเดิน ยกของ ขึ้นลงบันไดเป็นต้น

วิธีการฝึก ขณะเดินให้เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ก้นและอุ้งเชิงกรานโดยรักษาระดับหลังให้ตรง เมื่อเริ่มฝึกใหม่ให้ฝึกเดินพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นระยะ 5-10 เมตรโดยเฉลี่ยและให้เพิ่มระยะทางขึ้นตามความสามารถของแต่ละบุคคล

ปริมาณของการฝึกกายบริหารที่เหมาะสม

 

 

ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์จึงจะเห็นผลการฝึกและควรกายบริหารอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย เพราะเมื่อหยุดทำผลจากการกายบริหารก็จะกลับสู่สภาพเดิม

 

 

ระดับความหนัก: ปานกลาง

ระยะเวลาที่ฝึก: 20-30 นาทีต่อวัน โดยแต่ละท่าควรทำซ้ำ 8-10 ครั้ง

ความถี่: ควรฝึก 3-5 วันต่อสัปดาห์

ข้อแนะนำ

ระยะฝึกการบริหารเริ่มแรกจะมีความยากลำบากในการกำหนดลมหายใจเข้าออก ผู้ฝึกไม่ควรกังวลว่าจะต้องกำหนดให้ถูกต้องทุกครั้ง หัวใจหลักของการฝึกคือการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนลึกให้ถูกต้องในขณะฝึกแต่ละท่า

ข้อควรระวัง

ไม่ควรกลั้นหายใจในขณะการบริหาร

หนังสืออ้างอิง

1. Richardson CA, Jull GA. Muscle control-pain control. What exercises would you prescribes? Manual Therapy 1995;1:2-10.

2. Hodges PW, Richardson CA. Inefficient muscular stabilization of the lumbar spine associated with low back pain: A motor control evaluation of transversus abdominis. Spine1996;21(22):2640-2650.

3. Richardson CA, Hodges PW, Hides J. Therapeutic exercise for lumbopelvic stabilization. New York: Churchill Livingston, 2004: 175-183.

 

 

_________________________________________________

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

ปวดหลัง รักษาได้ไม่ผ่าตัด


บรรยายงานเสวนาโรคกระดูกและข้อ ให้ความรู้ประชาชน 21 กันยายน 2558 ณ โรงแรมดิเอ็มเพลส


รายการคุยกับหมอสวนดอก เรื่อง ปวดหลังรักษาได้ไม่ผ่าตัด

 


อธิบายเรื่อง อาการปวดหลัง

 

              อาการปวดหลัง นับว่าเป็นปัญหาสำคัญพบได้บ่อยที่สุดของโรคกระดูกและข้อสามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว วัยทำงานจนถึงวัยผู้สูงอายุสาเหตุของอาการปวดหลังในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาทและพฤติกรรมการจัดท่าในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของไม่ถูกวิธีส่วนในวัยผู้สูงอายุสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมกระดูกข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังมีการอักเสบเกิดกระดูกงอกเนื่องจากการเสื่อมมากดทับเส้นประสาททำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงไปที่บริเวณสะโพก บริเวณด้านหลังของต้นขาและบางครั้งอาจมีการปวดร้าวลงบริเวณน่อง ร่วมกับมีอาการชาบริเวณหลังเท้าและส้นเท้าร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดมีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเมื่อท่านมีอาการและอาการแสดงเกี่ยวกับอาการปวดหลังมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้ท่านต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายหรืออาจจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ มีอาการไข้เมื่อรักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้นผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อนมีอาการปวดหลังร่วมกับมีปัสสาวะเล็ดหรือไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้มีอาการอ่อนแรงของขา หรือเสียสมดุลของร่างกายมีอาการปวดหลังมากตอนกลางคืนหรือมีอาการปวดมากแม้ไม่ได้ทำงานหรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

การรักษาอาการปวดหลัง ทำได้โดย

1. การปฏิบัติตัวต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้มีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ได้แก่การนั่งกับพื้น การก้มยกของหนักเพราะน้ำหนักของร่างการส่วนใหญ่จะลงตรงบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลังทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นการใช้เก้าอี้นั่งควรใช้ชนิดที่มีพนักพิงหลังเพราะจะช่วยลดแรงที่กระทำต่อกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลังส่วนเอวการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นการแก้ที่สาเหตุของอาการปวดเพราะถ้าผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งการลดน้ำหนักตัวอาการปวดของผู้ป่วยก็มักจะไม่ทุเลาลงและถึงแม้ว่าจะรับการรักษาด้วยการผ่าตัดในที่สุดผู้ป่วยก็จะกลับมามีอาการปวดอีกครั้งหนึ่ง

2. การใช้ยาลดอาการปวด และยาต้านการอักเสบ ชนิดรับประทาน เพื่อบรรเทาอาการปวด

3. การใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่ฉีดเข้าไปยังช่องว่างโพรงประสาทบริเวณกระดูกก้นกบ โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการระบุตำแหน่งที่ฉีด ทำให้การฉีดยาเข้าโพรงประสาทมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นและสามารถทำได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จากการศึกษาวิจัยในผู้ป่วยที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท ของ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ พบว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยมีอาการปวดลดลงเป็นอย่างมากภายหลังการติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 3 เดือน นอกจากนี้ยังช่วยให้การทำงานกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดทำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดได้สะดวกมากขึ้นสามารถลดอุบัติการณ์การผ่าตัดกระดูกสันหลังให้ผู้ป่วยได้ กลไกในการลดอาการปวดจากการฉีดยาสเตียรอยด์จะช่วยลดการบวมการอักเสบของเส้นประสาทที่ถูกกดทับทำให้การไหลเวียนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่บริเวณเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังดีขึ้น เส้นประสาทยุบบวมจากการอักเสบจึงทำให้อาการปวดหลังของผู้ป่วยดีขึ้น การฉีดยาสเตียรอด์ชนิดฉีดเฉพาะที่เข้าไปยังช่องว่างของเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังเป็นวิธีการที่ใช้บ่อยในการรักษาอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงขา นอกจากนี้การฉีดยายังจะช่วยลดอาการชาและอาการอ่อนแรงอันเนื่องมาจากการอักเสบของเส้นประสาทได้ ยาที่ฉีดเข้าไปเป็นยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่ร่วมกับยาชาซึ่งตัวยาจะไปอยู่รอบๆเส้นประสาทที่อยู่ภายในโพรงกระดูกสันหลัง ยาชาอาจจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกชาในช่วงแรกประมาณ 1 – 6 ชั่วโมง คุณสมบัติที่สำคัญของยาสเตียรอยด์คือเป็นยาที่มีฤทธิ์การลดการอักเสบที่ดีมากเมื่อฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในตำแหน่งของเส้นประสาทที่มีการอักเสบและบวม ยานี้จะช่วยลดการอักเสบเป็นอย่างมากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วยการ ลดการบวมของเส้นประสาทช่วยลดอาการชาและอาการอ่อนแรง

        การฉีดยาสเตียรอยด์นี้จะมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดชั่วคราวขึ้นอยู่กับลักษณะความรุนแรงของโรคในแต่ละบุคคล ซึ่งอาจมีฤทธิ์อยู่ได้ประมาณ 1 – 3 เดือนซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดให้ผู้ป่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกายภาพบำบัดได้ง่ายสะดวกมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ เช่นในกรณีของโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากในระยะแรกอันเนื่องมาจากสารเคมีที่อยู่ภายในเนื้อของหมอนรองกระดูกสันหลังที่ฉีกขาดเป็นตัวการที่สำคัญในการทำให้เกิดกระบวนการอักเสบมักจะใช้ระยะเวลาหลายสัปดาห์ในการที่หมอนรองกระดูกเกิดการซ่อมแซมตนเองจนกระทั่งไม่มีการรั่วของสารเคมีออกมาระคายเคืองต่อเส้นประสาทซึ่งยาสเตียรอด์ชนิดฉีดเฉพาะที่จะช่วยลดอาการปวดเมื่อเริ่มต้นและทำให้อาการต่างๆของผู้ป่วยทุเลาลงเป็นอย่างมาก

วิธีการนี้เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดกระดูกสันหลังหรือมีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัดตัวอย่างเช่นในผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องของโรคช่องทางเดินของโพรงประสาทตีบตัน (spinal stenosis) อันเนื่องมาจากกระบวนการเสื่อมของกระดูกสันหลังซึ่งจะทำให้ช่องทางเดินประสาทตีบตันมีผลทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทที่อยู่ภายในโพรงของกระดูกสันหลังทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด ชา ปวดร้าวลงขาการรักษาด้วยวิธีการยาสเตียรอด์ชนิดฉีดเฉพาะที่เข้าไปในโพรงประสาทจะช่วยลดการอักเสบ และลดการบวมของเส้นประสาทรวมทั้งลดความดันที่เกิดขึ้นต่อเส้นประสาทจะทำให้บรรเทาอาการปวดและอาการชาแก่ผู้ป่วยลงได้

นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วยังมีอาการปวดหลังและอาการปวดชาร้าวลงขาซึ่งพยาธิสภาพที่เกิดหลังผ่าตัดคือการมีพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทหลังจากการผ่าตัดทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงขาอยู่การฉีดยาสเตียรอด์ชนิดฉีดเฉพาะที่จะเป็นการช่วยแยกสลายพังผืดที่กดรัดรอบๆเส้นประสาท และลดการอักเสบของเส้นประสาทและเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่รอบๆทำให้ช่วยลดอาการปวดให้แก่ผู้ป่วยอีกทางหนึ่งด้วย

4.การทำกายบริหารและการยืดกล้ามเนื้อจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นอาการปวดหลังเป็นปัญหาที่สำคัญดังนั้นการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทั้งในเรื่องของการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของที่ไม่ถูกวิธีการรักษาด้วยการใช้ยารับประทานในผู้สูงอายุควรระวังการใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบเพื่อลดอาการปวด เพราะจะทำให้มีผลต่อกระเพาะอาหารทำให้ปวดท้องและบางครั้งอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงบอกตำแหน่งนับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคองเพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น

 

         แนวทางในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังอาการปวดหลังร้าวลงขาอาการชาที่มีประโยชน์อย่างหนึ่งโดยไม่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดคือการฉีดยาสเตียรอด์ชนิดฉีดเฉพาะที่เข้าไปยังช่องว่างของเส้นประสาทบริเวณโพรงกระดูกสันหลังการฉีดยาจะมีประโยชน์อย่างมากในการลดการอักเสบและการบวมของเส้นประสาทการรักษาด้วยการฉีดยานี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการควบคุมบรรเทาอาการปวดหลังและปวดขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคองเพื่อลดอุบัติการณ์การผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วย

 

 

การพยากรณ์โรคและคำถามสำหรับการฉีดยา

 


หลัง จากฉีดยาแล้วส่วนใหญ่อาการปวดจะบรรเทาลงในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีดยา หลังจากนั้นอาจจะเริ่มมีอาการปวดขึ้นมาอีกครั้งแต่จะเป็นไม่มากเหมือนกับที่ ปวดในช่วงแรก  ต่อจากนั้นก็สามารถใช้ยารับประทาน เพื่อควบคุมอาการปวดได้

ความ ถี่ในการฉีดยาและผลข้างเคียงนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของยาสเตียรอยด์ที่ใช้ รวมถึงความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งโดยปกติแล้วปริมาณยาที่ผมใช้มีปริมาณประมาณ 10 - 20 มิลลิกรัมของยาสเตียรอยด์ ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะ ร่างกายของคนเราสามารถรบปริมาณยาสเตียรอยด์ได้ประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อปี ที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อระบบไร้ท่อของร่างกายครับ เทียบกับในอดีตที่มีการฉีดยาในปริมาณที่สูง ซึ่งจากผลของงานวิจัยที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่พบว่าปริมาณยาที่น้อย ได้ผลดีเทียบเท่ากับการใช้ยาในปริมาณที่มาก ดังนั้นสำหรับผมเองการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทในปัจจุบันจะใช้ยา ปริมาณเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อของร่างกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จึงสามารถฉีดยาได้บ่อยและถี่ขึ้นตามอาการของผู้ป่วย
  
ส่วนใหญ่หลังฉีดอาการมักจะดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นแสดงว่าน่าจะมีหมอนรองกระดูกขนาดใหญ่มากดทับเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทบวมมาก ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆ อาจจะต้องตรวจ MRIเพิ่มเติม เพื่อดูว่าหมอนรองกดมากหรือเปล่า และอาจจะลองฉีดยาซำ้อีก 5-6 ครั้งร่วมกับการปรับยารับประทาน ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆถึงจะพิจารณารักษาดวยการผ่าตัดครับ

 


การรักษาปวดหลัง โดยไม่ผ่าตัด ส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 เดือน ประมาณ 80% ผู้ป่วยอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดครับ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นอีกครั้ง เพราะเป็นกระบวนการเสื่อมของร่างกาย การฉีดยาสามารถฉีดซำ้ได้ตามอาการ ยาที่ฉีดเป็นยาสเตียรอยด์ เป็นยาปริมาณตำ่ๆ ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย จำนวนครั้งของการฉีดยาจะได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค ที่เป็น การกดทับของเส้นประสาทมากหรือน้อยเพียงใด ถ้ากดมากๆๆ การฉีดยาอาจจะไม่ได้ผลดี ส่วนใหญ่จะแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดก่อน ถ้ารักษาไปแล้วประมาณ 5-6 เดือนถึง 1 ปี อาการไม่ดีขึ้นเลย หรือมีอาการปัสสาวะลำบาก ก็อาจจะพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อเอาส่วนที่มีการกดทับเส้น ประสาทออก

การรักษาได้ผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ
1. โรคที่เป็น ว่ามีการกดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด ถ้ากดมาก หรือมีพังผืดไปรัดมากก็ไม่ค่อยได้ผลครับ ถ้าเป็นน้อยก็ได้ผลดี
2. พฤติกรรมการปฏิบัติตัว ปวดหลัง ป้องกันได้โดยปรับพฤติกรรม http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/back-neck-km/113-backpain-change.html
3. นำ้หนักของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยมีนำ้หนักมากก็จะทำให้มีผลต่อการเกิดแรงกดที่กระดูกข้อต่อสันหลัง เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดและรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรลดนำ้หนัก และปฏิบัติตนให้ถูกต้องเพื่อป้องกันการเกิดโรคกระดูกและข้อ (http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/general-km/176-bone-disease-suggest.html)

หลัง จากฉีดยาแล้วส่วนใหญ่อาการปวดจะบรรเทาลงในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีดยา หลังจากนั้นอาจจะเริ่มมีอาการปวดขึ้นมาอีกครั้งแต่จะเป็นไม่มากครับ ต่อจากนั้นก็สามารถใช้ยารับประทาน เพื่อควบคุมอาการปวดได้ครับ 

 

  

 


รูปภาพแสดงการฉีดยาชาร่วมกับสตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่เข้าไปในบริเวณโพรงประสาท

บริเวณกระเบนเหน็บเพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท ร่วมกับช่วยสลายพังผืดที่โอบรัดเส้นประสาท 

 

ภาพแสดงการใช้เครื่องเสียงความถี่สูง Ultrasound มาช่วยในการกำหนดตำแหน่งที่ใช้ในการฉีดยา
ร่วมกับการยืนยันว่าปลายเข็มอยู่ภายในตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดจากการฉีดยา
 

 

 


 การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นตัวนำเพื่อระบุตำแหน่งของการฉีดยา ให้ผลการรักษาและการได้ยาที่แม่นยำ
 

 จากงานประชุมวิชาการประจำปีของราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ ปี2558 ที่ รร.โรยัลคลิฟฟ์ พัทยา งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทเพื่อรักษาอาการปวดหลังโดยใช้เครื่องเสียงความถี่สูงกำหนดตำแหน่งในการฉีดยา  นำการเสนอผลงานวิจัยโดย นพ.วิทิต โพธิ์ทอง ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ทำการศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับรางวัล best podium research award

ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของยาสเตียรอยด์ 20 มิลลิกรัมให้ผลในการรักษาอาการปวดหลังเทียบเท่ากับยาขนาด 40 มิลลิกรัม ดังนั้นการฉีดยาเข้าโพรงประสาทเพื่อระงับอาการปวดหลัง หรือปวดร้าวลงขา ทำให้มั่นใจได้ว่ามีประสิทธิภาพการรักษาให้ผลดี และลดการใช้ยาลง ทำให้มีความปลอดภัยต่อผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาอาการปวดหลังโดยไม่ผ่าตัดด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาทได้ที่ http://taninnit-backpain.blogspot.com/

 

 ปรับปรุง : พฤศจิกายน 2558

 

_________________________________________________

 

 

_________________________________________________

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ

เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40doctorkeng

หรือที่ QR code

แล้วกด add นะครับ

 

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่

1. www.taninnit.com

2. http://taninnit.blogspot.com/

3. https://www.facebook.com/backpainnonop/

email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

โทร 081-5303666

หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)