ท่านเคยเห็นคนหลังโก่ง หรือญาติที่รู้จักมีอาการหลังโก่งและปวดหลังบ้างหรือไม่ ?

ท่านเคยเห็นคนหลังโก่ง หรือญาติที่รู้จักมีอาการหลังโก่ง
และปวดหลังบ้างหรือไม่

โดย ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ท่านเคยเห็นคนหลังโก่ง หรือญาติที่รู้จักมีอาการหลังโก่งและปวดหลังบ้างหรือไม่ เราลองมารู้จักกันหน่อยนะครับกับภาวะกระดูกสันหลังยุบและความสัมพันธ์กับอาการปวดหลัง ปัญหาโรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีปริมาณความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง โครงสร้างภายในของกระดูกมีการเสื่อมสลายทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด กระดูกหักได้ง่ายมากขึ้นกว่าคนปกติ
โดยทั่วไปอาการแสดงของผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมักจะมี 2 ระยะ คือ
  1. ในระยะเริ่มต้นที่มวลกระดูกเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไร เลย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นในผู้หญิงที่เริ่มหมดประจำเดือน และมีปัจจัยเสี่ยง ช่วงนี้สามารถตรวจสอบได้จากการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น
  2. ในระยะที่กระดูกพรุนชนิดรุนแรง คือ มีกระดูกโปร่งบางมาก ร่วมกับมีกระดูกสันหลังหักยุบ หรือการเกิดกระดูกสะโพกหัก ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง หลังโก่งค่อม และสังเกตได้ว่าส่วนสูงของผู้ป่วยลดลง ในบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะร้าวมาที่บริเวณหน้าอก หลังโก่ง ทานข้าวได้น้อยลง อืดท้องแน่นท้อง มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป บางครั้งอาจเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งบริเวณข้อมือ กระดูกหักง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่นในผู้ป่วยรายที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้ครับ
นอกจากหลังโก่ง ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการปวดร้าวลงขา ลงน่องและชาบริเวณหลังเท้าร่วมด้วย
เอกซเรย์ การยุบของกระดูกสันหลังหลายระดับ วิธีการดูคือจะสังเกตจากความสูงของกระดูกสันหลังเทียบกันในแต่ละระดับจะพบ ว่าส่วนของกระดูกสันหลังที่ยุบลงนั้นจะมีความสูงของกระดูกสันหลังลดลงเมื่อ เทียบกับกระดูกสันหลังที่อยู่ติดกัน
อาการปวดหลังเกิดจาก
  1. กระดูกสันหลังยุบซึ่งก็คือภาวะกระดูกหักนั่นเองจึงเกิดอาการปวด
  2. เกิดการอักเสบภายในโพรงประสาท เพราะเมื่อเกิดการยุบตัวจะมีสารก่ออักเสบในบนริเวณของกระดูกที่ยุบ และบริเวณรอบ จึงทำให้เกิดอาการปวด
แนวทางการรักษาอาการปวดหลัง
  1. ให้ผู้ป่วยนอนพัก ลุกเฉพาะตอนเข้าห้องน้ำ หรือทานอาหาร ประมาณ 2-4 สัปดาห์จนกระทั่งอาการปวดดีขึ้น
  2. ให้ยาแก้ปวด ลดการอักเสบ อย่างไรก็ตามต้องระมัระวังการใช้ยาลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs ในผู้สูงอายุ เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร และไตวายได้
  3. ถ้ามีอาการปวดมากอาจให้การรักษาด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาทเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบก่อนได้ ซึ่งยาที่ฉีดลดการอักเสบมีทั้งแบบสเตียรอยด์และไม่ใช่สเตียรอยด์
การรักษาอาการปวดหลังจะใช้ระยะเวลานานประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นกับระดับความรุนแรงของกระดูกสันหลังที่ยุบ และจำนวนกระดูกสันหลังที่ยุบ

การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

  1. การตรวจ MRI เพื่อประเมินสภาพของกระดูกว่ามีการกดทับเส้นประสาท มีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่เช่น การติดเชื้อกระดูกสันหลัง มะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูก
  2. การตรวจวัดมวลกระดูกเพื่อแประเมินสภาวะกระดูกพรุน ความหนาแน่นของมวลกระดูกว่ามีมากน้อยเพียงใด
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้แก่
  • ประจำเดือนหมดวัยกว่าปกติโดยเฉพาะก่อนอายุ 45 ปี
  • มีโรคประจำตัวเช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไทรอยด์เป็นพิษ
  • ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำในปริมาณมาก และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทั้งในการรักษาโรค หรือรับประทานเอง
  • มีประวัติครอบครัวทางแม่เคยเป็นโรคกระดูกพรุน หรือเคยมีกระดูกสะโพกหักในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวฝั่งของมารดา
  • สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอลเป็นประจำ
  • กระดูกหักง่ายหลังจากอายุ 40 ปีเช่น กระดูกข้อมือหัก
สำหรับการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้แก่
  • ในวัยเด็ก วัยรุ่น ให้ดื่มนม ออกกำลังกายให้เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่น การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่
  • ในวัยที่อายุมากกว่า 40 ปี ให้ได้รับปริมาณของแคลเซียมให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจรับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดเช่น caltrate 600 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 เม็ด ก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากมีการวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ย คนไทยได้ปริมาณแคลเซียมจากอาหารประมาณ 300 – 400 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าได้รับแคลเซียมเสริมเข้าไปก็จะทำให้เท่ากับปริมาณพอเพียงที่ร่างกายต้องการ
  • ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปีแนะนำให้ไปตรวจวัดมวลกระดูกจากเครื่องใหญ่ที่เรียกว่า DEXA (Dual Energy absorptiometry) ซึ่งจะตรวจวัดมวลกระดูก 2 ตำแหน่งคือ ที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว และ กระดูกสะโพก
  • ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงแนะนำให้ตรวจวัดมวล กระดูกได้เลย เพื่อประเมินสภาพของมวลกระดูกในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร
  • หลังจากที่เราตรวจวัดมวลกระดูกมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเมื่อมวลกระดูกติดลบน้อยกว่า – 2.5 จะมีความจำเป็นต้องทานยาป้องกันกระดูกพรุนทุกครั้ง ซึ่งมักจะทำให้เกิดการรักษาโรคกระดูกพรุนมากเกินความจำเป็น (Over-treament)
ขอเน้นครับว่าเมื่อตรวจวัดมวลกระดูกแล้วน้อยกว่า -2.5 ไม่ใช่ว่าต้องทานยารักษากระดูกพรุนทุกครั้ง แต่การรักษานั้นขึ้นกับความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักมากกว่า

วัตถุประสงค์ของการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุน คือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักในอนาคต หรือลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคต ซึ่งเราจำเป็นต้องมีการคำนวณความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคตของผู้ ป่วยในแต่ละราย

ซึ่งเราสารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ใน ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของคนไทย
ซึ่งจะช่วยทำให้ท่านสามารถประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในแต่ละ บุคคลได้ ดังนั้นการตัดสินใจพิจารณาในการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุน เราจะพิจารณาจากความเสี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหักภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าคำนวณออกมาแล้วพบว่า
  1. กระดูกตำแหน่งที่สำคัญหัก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 20 หรือ
  2. กระดูกสะโพก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 3 จึงจะพิจารณาในการให้ยาในการรักษาโรคกระดูกพรุน ซึ่งถ้ามีค่าน้อยกว่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยารักษาโรคกระดูกพรุน
ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดกระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังยุบแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้มีความจำเป็นต้องรับการรักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีก เช่น ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน พบว่าถ้าไม่ได้ให้การรักษาที่เหมาะสมจะพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดกระดูกหัก เพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 20

สำหรับปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

  1. ยาที่ยับยั้งการทำลายกระดูก เช่น ยาในกลุ่ม Bisphosphonates ที่มีหลากหลายชนิดเช่น ชนิดที่รับประทานอาทิตย์ละ 1 เม็ดเช่น Alendronate (Fosamax plus), Risedronate (Actonel), หรือชนิดที่ฉีดปีละ 1 ครั้งเช่น Zoledronate (Aclasta) ยาในกลุ่มที่เป็นแอนติบอดี้ มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกที่ระดับเซลล์ ได้แก่ Denosumab (Prolia) ซึ่งใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 6 เดือน
  2. ยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก ซึ่งมีผลในการสร้างกระดูกโดยตรง ได้แก่ teriparatide มีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักหลายตำแหน่ง เช่น กระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง กระดูกสะโพกหัก หรือเช่นในผู้ป่วยรายที่ยกตัวอย่างข้างต้น ที่มีกระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง ยานี้ใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุกวัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการลดปวดหลังได้ด้วย
 การพิจารณาให้ ยาแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละราย และดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งต้องมีการพูดคุยและอธิบายประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียของยาแต่ละประเภทให้ผู้ป่วยฟังอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือการป้องกันการเกิดกระดูกหักในอนาคต
ดังนั้นการรักษากระดูกสันหลังยุบประกอบด้วย การลดอาการปวด และการป้องกันการหักซ้ำในอนาคตของผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ทรมานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สอบถามปัญหาสุขภาพกระดูกและข้อได้ที่

Line OA: https://lin.ee/swOi91Q หรือ Line ID search @doctorkeng
Website: www.taninnit.com
YouTube: https://www.youtube.com/results?search_query=taninnit+leerapun
Facebook: หมอเก่งไขปัญหาปวดกระดูกและข้อ

Blockdit: https://www.blockdit.com/doctorkeng